I think of you,,
music in words
กริ๊งงงงงงงงงงงงงง
เสียงนาฬิกาปลุกที่ดังสนั่น เรียกให้เธอตื่นขึ้นจากห้วงนิทรา ก่อนจะตกใจเพราะใกล้จะได้เวลาเข้างานเต็มที โดยไม่รอช้า เธอรีบพุ่งตัวเข้าห้องน้ำเพื่อทำกิจวัตรประจำวันอย่างรีบเร่ง ก่อนออกจากบ้านก็ไม่ลืมที่จะฉวยเอกสารกองโต ปากก็คาบขนมปังแผ่น มือก็ถือรองเท้าส้นสูงคู่เก่ง และอีกสิ่งหนึ่งที่เธอต้องทำเป็นประจำทุกวันก่อนออกจากบ้าน ไม่ว่าตอนนั้นจะรีบแค่ไหนก็ตาม
"เป็นกำลังใจให้ออมด้วยนะติ๊...."
ยิ้ม... ให้กับรูปของคนรัก ที่กำลังอวดรอยยิ้มเก๋ๆ ด้วยมาดขี้เล่นของเขา ก่อนที่จะรีบวิ่งไปที่รถเพื่อเดินทางไปบริษัท
เมื่อไปถึงบริษัท ก็ต้องรีบเอารายงานที่ทำแทบเป็นแทบตายมาเป็นสัปดาห์ส่งกับเจ้านายจอมเฮี้ยบ ก่อนที่จะเดินออกมานั่งโต๊ะประจำของเธอ นั่งก้นยังไม่ทันจะร้อนก็โดนเลขาฯของเจ้านายเรียกให้หันไปมอง
"น้องออมคะ ผู้จัดการเรียกพบด่วนค่ะ"
"ค่ะ พี่หญิง"
ตึ่งงง
เสียงดังสนั่นหวั่นไหวของกองเอกสารที่เธอทำมาแทบเป็นแทบตายโดนโยนลงไปกองบนโต๊ะผู้จัดการต่อหน้าเธอ ก่อนที่เธอจะหน้าเสียเตรียมตัวฟังเจ้านายจอมเฮี้ยบเทศนาอีกยก
"หลับตาสิ..."
เสียงคุ้นเคยดังขึ้นมาพร้อมกับสายลมอ่อนๆ ให้เธอหลับตาลง และได้ยินเสียงอูคูเลเล่ตัวเก่งของเขาดังขึ้นมาทันทีที่เธอหลับตา
ท่าทางของเขายังคงตลกเหมือนเดิม เต้นไปดีดอูคูเลเล่ในมือไป ปากก็ร้องเพลงเสียงดังโหวกเหวกแข่งกับเจ้านายของเธอ ในขณะที่เจ้านายเธอยังคงเทศนาธรรมต่อไปโดยไม่ได้สนใจเหตุการณ์ตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย ติ๊นาหันไปมองเจ้านายของเธอพลางส่ายหัวแล้วหัวเราะขำแต่มือก็ยังคงดีดอูคูเลเล่เช่นเดิมให้เธออมยิ้มในท่าทางของเขา
ติ๊นาที่หยุดบรรเลงบทเพลงประสานเสียงกับเจ้านายแล้ว หันมาสบตากับเธอเต็มตา ก่อนจะยิ้มน้อยๆ และพูดกับเธอไม่กี่คำ
"....................."
เธอออกมาจากห้องเจ้านายด้วยอาการยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ให้เจ้านายสงสัยว่าทำไมคราวนี้เธอถึงไม่สลดเหมือนปกติ ก่อนจะออกมานั่งประจำที่บนเก้าอี้ทำงานและคิดถึงภาพขี้เล่นปนทะเล้นของคนรัก เพียงแค่ได้เห็นก็เรียกรอยยิ้มของเธอได้ไม่น้อย
ใกล้จะเวลา 5 โมงเข้ามาทุกที เพื่อนร่วมออฟฟิศคนอื่นๆเริ่มทะยอยเก็บข้าวเก็บของเพราะใกล้จะได้เวลาเลิกงาน แต่เธอกลับต้องมานั่งคิ้วผูกโบว์ คิดงานไม่ออกซักที เห็นทีว่าวันนี้เธอคงต้องอยู่ทำโอทียาวจนดึกจนดื่นเป็นแน่ คิดได้แค่นั้นเธอก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะหลับตาพักความเหนื่อยล้าที่มีมาทั้งวันทั้งๆที่มือยังคงกำปากกาเอาไว้หลวมๆ
ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกถึงมืออุ่นที่ค่อยๆจับมือของเธอข้างที่ถือปากกาไว้ และเมื่อมองไปก็เห็นเขาคนนั้น ยืนก้มตัวลงมา ใบหน้าของเธอและเขาใกล้ชิดกันพอที่จะได้ยินเสียงลมหายใจของอีกฝ่าย เขาพยักหน้าให้เธอเบาๆ พร้อมกับส่งยิ้มน้อยๆให้เธออีกครั้ง ก่อนจะกระซิบคำๆนึงให้เธอฟัง
"........................."
เลิกงานทีไรปัญหาเดิมๆก็ตามมาหลอกหลอนทุกครั้ง สภาวะนี้มันช่างคับขันจนรู้สึกอยากจะหายตัวได้ ไม่เข้าใจว่าทำไมกรุงเทพมหานครรถมันถึงได้ติดได้ขนาดนี้ 2 ชั่วโมงที่เสียไปกับการมานั่งถอนหายใจเล่นในรถคันเล็กจิ๋วคันนี้ ทั้งๆที่เธออยากจะกลับบ้านไปนอนพักผ่อนเหลือเกิน
เธอค่อยๆกระเถิบตัวให้อยู่ในท่าที่สบาย พลางหลับตาเพื่อที่จะพักสายตาจากการเพ่งขับรถ ทั้งๆที่รถก็ยังคงอยู่กับที่ ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกได้ถึงสายลมอ่อนๆที่พัดวูบเข้าปะทะใบหน้า สายลมอุ่นที่หาได้ใช่ลมจากช่องแอร์ของรถ
เมื่อหันไปก็เห็นเขาคนนั้นนอนเล่นอยู่ตรงเบาะข้างคนขับ ที่ที่ปกติเธอจะต้องเป็นคนได้นั่ง เขาหลับตาพริ้มและปล่อยให้เธอจ้องอยู่เนิ่นนาน ก่อนที่จะค่อยๆลืมตาและหันมามองเธอพร้อมกับส่งสายตาที่หวานเยิ้มมาให้
เธอยิ้มตอบกลับไปให้เขาได้ไม่ทันไรก็ต้องขมวดคิ้วยุ่ง เมื่อจู่ๆเจ้าคนขี้เล่นที่อยู่เบาะข้างๆก็เกิดแลบลิ้นใส่ อีกทั้งยังหัวเราะลั่น เมื่อโดนกวนประสาทมาถึงขนาดนี้มีหรือที่เธอจะยอม เธอเงื้อมือเตรียมจะตีกระหน่ำใส่ร่างของเขา แต่เขากลับยกมือห้ามขึ้นมาพลางชี้ไปที่สัญญาณไฟจราจร และบอกว่า "เขียวแล้วๆ"
เธอหันไปมองสัญญาณไฟแว่บนึง ก่อนจะหันมามองหน้าเขาอีกครั้ง ครั้งนี้เธอเห็นเขายิ้มน้อยๆให้ ก่อนจะพูดคำๆนึงให้เธอใจหาย แต่ไม่ทันไรก็ต้องตกใจอีกครั้งเมื่อรถคันหลังบีบแตรเป็นสัญญาณว่าไฟเขียวนานแล้ว ให้เคลื่อนรถไปได้แล้ว
"............................."
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เธอก็รีบจัดแจงอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า และเข้าครัวมาทำอาหาร เพลงรักหวานถูกฮัมออกมาอย่างไม่ขาดสายจากปากของเธออย่างอารมณ์ดี
วันนี้ วันที่ 21 มิถุนายน วันที่คนรักของเธอจะกลับมาจากเรียนเมืองนอก
สปาเก็ตตีคาโบนาร่าเจ้าเก่าที่เขามักจะบ่นเป็นประจำว่าเป็นอาหารท่าไม้ตายของเธอ เพราะทุกทีที่เธอมีเวลามาทำอาหารให้เขากิน ก็มักจะหยิบยกเอาเมนูนี้มาทำเสมอๆ แต่ก็ไม่เคยเลยสักครั้งที่เขาจะปฏิเสธไม่กินมัน หนำซ้ำยังกินเบิ้ลอีกสองจานด้วยซ้ำไป
เธอเดินถือสปาเก็ตตีสองจานในมืออย่างอารมณ์ดี แต่ด้วยความสุขที่ล้นจนเหมือนจะบังตา อยู่ๆก็เดินสะดุดล้มลงไป ส่งผลให้จานสปาเก็ตตีร่วงลงกับพื้นแตกเป็นเสี่ยงๆ
เธอลุกขึ้นมาอย่างอารมณ์เสียต่อความซุ่มซ่ามของตัวเอง แต่ยังลุกได้ไม่ดีก็ต้องทรุดลงไปใหม่เพราะเท้าเจ้ากรรมดันไปเหยียบเอากับเศษจานสปาเก็ตตี แล้วก็ต้องร้องโอดโอยหลับตาปี๋เพราะแผลที่ลึกเอาการ
จู่ๆก็มีลมวูบพัดเข้ามาปะทะร่างของเธอ แล้วก็มีสองมือที่ค่อยๆประคองเธอลุกขึ้นยืนจากด้านหลัง เธอค่อยๆลุกขึ้นยืนทีละน้อยจนยืนได้เต็มความสูง หันไปก็เห็นเขากำลังส่งยิ้มหวานมาให้ ก่อนที่เขาจะค่อยๆสวมกอดเธอจากด้านหลังช้าๆ ก่อนที่จะกระซิบบางอย่างที่ทำให้เธอต้องร้องไห้ออกมา ก่อนจะผลักเขาและวิ่งออกไปคว้ารูปเขามากอดไว้แนบอกและร่ำไห้สุดเสียง รูปที่เธอมักจะมองประจำตั้งแต่เขาต้องเดินทางไปเรียนต่างประเทศ
"หนวกหูเน๊อะ 55555 ....... สู้ๆนะออม"
เขายกกำปั้นขึ้นมาทำท่า "ไฟท์ติ้ง" ในแบบฉบับที่เขาชอบทำให้เธอเสมอๆ
"ติ๊จะอยู่ข้างๆออมเสมอนะ...."
เขายิ้มน้อยๆก่อนจะจับมือของเธอไว้มั่น จู่ๆสมองเธอที่เคยล้ากลับคิดงานออกแทบจะทันที
"ถึงเวลาที่ควรจะไปแล้ว"
ปี๊นนนนนนนนนนนนน
เสียงแตรรถคันหลังเร่งให้เธอต้องรีบเข้าเกียร์และขับรถออกไป
"ติ๊ขอโทษนะออม อย่ารอติ๊อีกเลย ติ๊คงไม่ได้กลับมาอีกแล้ว......"
21 มิถุนายน 2010 วันนี้ของปีที่แล้ว วันที่เขาควรจะกลับมาจากเมืองนอก ควรจะกลับมาอยู่กับเธอ ถ้าไม่ใช่เพราะท้องฟ้าที่แปรปรวน ถ้าไม่ใช่เพราะพายุลูกนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะเครื่องบินที่เขาโดยสารมาตก เขาคงจะได้กลับมา กลับมาบอกคำๆนี้กับเธอด้วยตัวเอง ว่าเขาคิดถึงเธอมากขนาดไหน ว่าเขารักเธอมากแค่ไหน
".....................ติ๊รักออมนะ.........."
edit @ 21 Jun 2011 23:11:50 by นู๋อิง